dcsimg

ความมุ่งมั่นและการบริหารจัดการสู่ความยั่งยืน

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศนับเป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในการรักษาความมั่นคงทางอาหารและการดำรงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม ด้วยเหตุนี้ บริษัทในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร จึงพยายามให้กิจกรรมทางธุรกิจดำเนินไปโดยคำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมกิจกรรมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย “บรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” ควบคู่ไปกับ “ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ” เพื่อการคงอยู่ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

บรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทพยายามร่วมบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจด้วยการปรับปรุง ปรับเปลี่ยน และพัฒนาต่อยอดทั้งในกระบวนการ (Process) และผลิตภัณฑ์ (Product) ภายใต้นโยบายการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานซีพีเอฟ (CPF Safety Health Environment and Energy: CPF SHE&En Policy) และมาตรฐานการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานซีพีเอฟ (CPF SHE&En Standard) ครอบคลุมแนวปฏิบัติและข้อกำหนดในการบริหารจัดการทั้งด้านพลังงาน ก๊าซเรือนกระจก น้ำ และของเสีย ซึ่งสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO 14001 และ OHSAS 18001 รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการผลักดันการดำเนินงานที่มีประสิทธิผลจากระดับนโยบายสู่ระดับปฏิบัติการ ในปี 2559 กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารได้กำหนดให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามนโยบายและมาตรฐาน CPF SHE&En พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานซีพีเอฟ (SHE&En Management Committee) ซึ่งมีโครงสร้างการบริหารงานใน 3 ระดับ ดังนี้

  • ระดับบริษัท: คณะกรรมการบริหารด้าน SHE ของซีพีเอฟ (CPF SHE&En Management Committee) ซึ่งมีประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ และประธานทุกสายธุรกิจดำรงตำแหน่งกรรมการ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายและมาตรฐาน CPF SHE&En
  • ระดับสายงาน: คณะกรรมการด้าน SHE&En ของสายงาน (Business Line SHE&En Committee ) ซึ่งประกอบด้วยคณะผู้บริหารจากสายธุรกิจ ทำหน้าที่กำหนดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการบริหารจัดการด้าน SHE&En ของบริษัท
  • ระดับหน่วยงาน: คณะกรรมการด้าน SHE&En ของหน่วยงาน (Site SHE&En Committee) ซึ่งประกอบด้วยพนักงานระดับจัดการและระดับปฏิบัติการ ทำหน้าที่นำนโยบาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติมาใช้ในการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารด้าน SHE&En ยังได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability Sub-Committee) ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารระดับสูงของแต่ละสายธุรกิจ ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายระยะยาว ผลักดันและติดตามการดำเนินงานด้านพลังงาน ก๊าซเรือนกระจก น้ำ และของเสีย ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งต่อคณะกรรมการบริหาร SHE&En และคณะกรรมการความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย กรรมการอิสระ 2 ท่าน และกรรมการบริหาร 1 ท่าน (กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร) ด้วย


ขณะเดียวกัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบเชิงลบในแต่ละขั้นตอนของวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ บริษัทยังได้นำหลักการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle Assessment) ตามมาตรฐานสากล ISO14040 และ ISO14044 มาใช้ในการพัฒนา"ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Product Sustainability)" และจัดทำ "วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์”(Product Water Footprint)ด้วย



ขณะเดียวกัน เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบเชิงลบในแต่ละขั้นตอนของวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ บริษัทยังได้นำหลักการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle Assessment) ตามมาตรฐานสากล ISO 14040 และ ISO14044 มาใช้ในการพัฒนา "ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Product Sustainability)" และจัดทำ "วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์” (Product Water Footprint) ด้วย

เป้าหมาย 2563

• ลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตเทียบกับปีฐาน 2558 ร้อยละ 5

• ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตเทียบกับปีฐาน 2558 ร้อยละ 5

• ลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตเทียบกับปีฐาน 2558 ร้อยละ 10

• ลดปริมาณของเสียที่กำจัดโดยวิธีการฝังกลบและเผาต่อหน่วยการผลิตเทียบกับปีฐาน 2558 ร้อยละ 30

การดำเนินงาน

บริษัทผลักดันการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มสัดส่วนการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ รวมถึงการจัดการและเพิ่มมูลค่าของเสีย/น้ำเสีย ตั้งแต่ธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหารมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมีส่วนร่วมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบสถานประกอบการ เพื่อช่วยดูดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ด้วย


ในปี 2559 กิจการประเทศไทยสามารถลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต ร้อยละ 11.26 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตร้อยละ 1.05 เปรียบเทียบกับปีฐาน 2558

ผลการดำเนินงานด้านพลังงานดีกว่าเป้าหมาย และก๊าซเรือนกระจกเป็นไปตามเป้าหมาย อันเนื่องมาจากความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาและดำเนิน โครงการด้านการประหยัดพลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 ได้ริเริ่มโครงการใหม่มากกว่า 104 โครงการ

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าร่วมเผยแพร่ข้อมูลและผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นับตั้งแต่ปี 2556 โดยได้รับการประเมินผลโครงการ CDP ประจำปี 2559 ด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในระดับ Management (B) แสดงถึงการมีกระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่บูรณาการและสอดประสานกันภายในองค์กร ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าทั้งค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage Processing) ที่ได้รับการประเมินทั้งหมดที่อยู่ในระดับ Awareness (C) นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทยังดีขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สามด้วย

บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอนการผลิต โดยมีระบบการจัดเก็บข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนควบคุมการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา ตลอดนจนการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาสนับสนุนตลอดกระบวนการผลิต เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำให้คุ้มค่ามากที่สุด โดยเฉพาะในธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีการใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าธุรกิจอื่นๆ


ในปี 2559 กิจการประเทศไทยสามารถลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ต่อหน่วยการผลิตเทียบกับปีฐาน 2558 ได้กว่าร้อยละ 6.88 อันเนื่องมาจากการควบคุมการดำเนินงานอย่างเข้มงวดเพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการเลี้ยงกุ้งร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้ง โดยการเพิ่มบ่ออนุบาลลูกกุ้งเพื่อเลี้ยงลูกกุ้งมีขนาดเล็กให้มีความแข็งแรงและได้ขนาดเพียงพอก่อนปล่อยสู่บ่อเพาะเลี้ยง ซึ่งลดปริมาณน้ำใช้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำส่วนต่างของขนาดบ่ออนุบาลและบ่อเพาะเลี้ยง และสามารถช่วยลดระยะเวลาเลี้ยงกุ้งในบ่อเพาะเลี้ยงอีกด้วย



บริษัทยังตระหนักดีถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาทางด้านน้ำ รวมไปถึงจากสถานการณ์ภัยแล้งที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกสถานที่ตั้งของสถานประกอบการบนพื้นฐานการจัดการความเสี่ยงด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น และการประเมินความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำด้วยเครื่องมือ Global Water Tool และ Local Water Tool เป็นประจำทุกปี โดยผลจากการประเมินกิจการประเทศไทยในปี 2559 พบว่ามีหน่วยงานเพียงร้อยละ 0.91 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง (Extreme Scarcity) และบริษัทได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงด้านน้ำรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว พร้อมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อรับฟังข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้น้ำ ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการกำจัดของเสียที่จะไม่ให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการตามมาตรฐานและการเพิ่มมูลค่าของกากของเสียจากกระบวนการผลิต

ในปี 2559 บริษัทสามารถลดปริมาณของเสียที่ต้องนำไปกำจัดโดยวิธีการฝังกลบและเผา เทียบกับปีฐาน 2558 ได้ร้อยละ 16.82 อันเนื่องมาจากการสานต่อและริเริ่มโครงการเพิ่มมูลค่าของเสียและนำไปใช้ประโยชน์ อาทิ โครงการฟาร์มสุกรรักษ์โลก Green Farm โครงการบ่อหมักซากไก่พันธุ์และเป็ดเนื้อ โครงการจากตะกอนน้ำเสียสู่ปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน และโครงการนำซากไก่เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของโรงงานอื่น

แบ่งปัน “นวัตกรรมฟาร์มสุกรรักษ์โลก” สู่ “เกษตรกร Contract Farming” ตั้งเป้า 100% ภายในปี 2560

นอกจากฟาร์มสุกรทั้งหมดของบริษัทที่ได้นำแนวคิดนวัตกรรมฟาร์มสุกรรักษ์โลกสู่การบริหารจัดการของเสียและมลพิษทางอากาศเต็มรูปแบบ เพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนชุมชน และเพิ่มมูลค่าของเสียแล้ว บริษัทยังได้ส่งเสริมเกษตรกรในโครงการ Contract Farming ดำเนินโครงการทำระบบไบโอแก๊สมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ด้วย โดยบริษัทได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ประสานสถาบันการเงินเพื่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ อีกทั้งสนับสนุนค่าตอบแทนพิเศษ (Premium Pay) ให้แก่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการด้วย โดยในปี 2559 มีเกษตรกรสุกรขุนเข้าร่วมโครงการรวมแล้วกว่าร้อยละ 82 ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกษตรกรสุกรขุนทั้งหมดเข้าร่วมโครงการภายในปี 2560 ทั้งนี้ เพื่อร่วมยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรไทยอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงแต่คุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และสุชโภชนาการเพื่อผู้บริโภคที่บริษัทให้ความใส่ใจ หากการมีส่วนร่วมปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรยังเป็นอีกเรื่องสำคัญที่บริษัทให้ความห่วงใยใน การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ด้วยการริเริ่ม “โครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์” เป็นรายแรกของภูมิภาคเอเชียนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ไก่ กุ้ง หมู นม และอาหารสัตว์ได้ขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ไว้กับ อบก. แล้ว พร้อมแผนขยายโครงการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในปี 2561

ต่อมาในปี 2555 บริษัทได้ริเริ่ม “โครงการผลิตภัณฑ์ซีพีเอฟที่ยั่งยืน” โดยนำหลักการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle Assessment) ตามมาตรฐานสากล ISO14040 และ ISO14044 และการประเมินประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศ (Eco-Efficiency Analysis) ซึ่งเป็นการประเมินประสิทธิภาพด้านต้นทุนการผลิตควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบของผลิตภัณฑ์ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคมโดยผลิตภัณฑ์ไก่ของบริษัทกว่า 700 รายการได้รับมาตรฐาน ProSustain® จาก DNV-GL ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำที่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนระดับโลก นับตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ไก่ยั่งยืนรายแรกของโลก โดยบริษัทมีแผนจะขยายไปยังผลิตภัณฑ์รายการอื่นๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไก่ในปี 2560 ด้วย



ความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมบรรเทาผลการทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ได้ดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกใช้วัตถุดิบ การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ และการแปรรูปอาหาร และนำหลักประเมินประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศมาใช้ในการประเมินผลกระทบของผลิตภัณฑ์ไก่ยั่งยืนซีพีเอฟ ซึ่งผลการวิเคราะห์ไก่สด 1 กิโลกรัม จากข้อมูลปี 2557 เทียบกับปี 2554 พบว่า การใช้พลังงาน (Energy) ลดลง 16% การปลดปล่อยมลพิษ (Emissions) ลดลง 22% ศักยภาพในการก่อให้เกิดความเป็นพิษ(Toxicity Potential) ลดลง 23% อุบัติเหตุและความเจ็บป่วยจากการทำงาน (Occupational Illness and Accidents) ลดลง 7% ทรัพยากร (Resources) ลดลง 28% และการใช้ที่ดิน (Land Use) ลดลง 19% โดยผลลัพธ์ทั้งหมดนี้มีวิธีการ(methodology) ที่ได้การรับรองจาก NSF สหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ในปี 2559 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับรอง “ฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือฉลากลดโลกร้อน จาก อบก. เพิ่มขึ้นจำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ไก่สดซีพี ไก่มีชีวิต และลูกไก่ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์เกี๊ยวกุ้งซีพีอีกด้วย ซึ่งฉลากลดโลกร้อนของเนื้อไก่สดมีค่าเฉลี่ยที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์น้อยกว่าอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไก่ของไทย ถึงร้อยละ 50 ขณะที่เกี๊ยวกุ้งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กุ้งรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับฉลากนี้ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลการผลิตเกี๊ยวกุ้งตราซีพี 145 กรัม ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในปี 2555

บริษัทมุ่งมั่นสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ร่วมดูแลโลก โดยสามารถลดปริมาณการใช้พลาสติกและกระดาษในการผลิตบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 2,130 ตัน ระหว่างปี 2550 – 2559

ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ

ด้วยตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพควบคู่กับการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด บริษัทจึงให้ ความสำคัญตั้งแต่เรื่องสถานที่ตั้งของสถานประกอบที่ต้องไม่อยู่ในแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระเบียบ ข้อบังคับ มาตรฐาน และกฎกระทรวงที่กำหนดไว้และมีการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจอย่างสมํ่าเสมอ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของระบบนิเวศและฐานทรัพยากรของประเทศ อันเป็นทุนในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน บริษัทยังสนับสนุนพนักงานและชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายจิตอาสาในการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งภายในและรอบรั้วโรงงานและฟาร์มตลอดจนพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ

จากแนวคิด “ฟาร์มสีเขียว หรือ Green Farm” ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการ ฟาร์มที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมิติด้านสิ่งแวดล้อมได้คำนึง ถึงทั้งการจัดการพลังงาน นํ้า มลภาวะทางอากาศและของเสีย ตลอดจนการอนุรักษ์ พื้นที่สีเขียวภายในและบริเวณรอบฟาร์มจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งในฟาร์มไก่-เป็ด และฟาร์มสุกรมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

โครงการซีพีเอฟ...รักษ์นิเวศ

บริษัทดำเนินงานต่อยอดการปลูกต้นไม้ในพื้นที่โรงงานและฟาร์มให้มีประสิทธิภาพ สามารถติดตามวัดผล รวบรวมข้อมูลเชิง ระบบนิเวศได้ ผู้ที่รับผิดชอบการปลูกต้นไม้และผู้เกี่ยวข้องได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ฝึกอบรม และการลงมือปฏิบัติการปลูก ต้นไม้เชิงนิเวศ ติดตามผล และวัดผลการให้บริการระบบนิเวศ โดยนำร่องการลงมือปฏิบัติการวัดผลการให้บริการระบบนิเวศ สายธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร ในพื้นที่ 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ปักธงชัย ฟาร์มสุกร กาญจนบุรี ฟาร์มไก่บ้านธาตุอำเภอแก่งคอย และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จ.สระบุรี

“ดิน นํ้า และป่าไม้” ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด หากทรัพยากรดังกล่าวสูญเสียความสมดุลย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต อันจะส่งผลต่อการดำรงชีวิต และระบบเศรษฐกิจในที่สุดบริษัทจึงร่วมกับภาครัฐและภาคประชาสังคมฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของชุมชนที่บริษัทดำเนินการอยู่รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ

โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน

บริษัท ร่วมมือกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) เครือข่ายภาคประชาสังคม สานต่อโครงการซีพีเอฟชวนคนไทยปลูกป่าชายเลน ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2536 สู่ “โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน” เป็นแผนยุทธศาตร์ปลูกป่าชายเลนที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557-2561 โดยมุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนผ่านความร่วมมือในเชิงบูรณาการของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมบรรเทาปัญหาสถานการณ์ป่าชายเลนในปัจจุบัน ซึ่งป่าชายเลนมีส่วนสำคัญต่อการรักษาและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพหรือความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงโดยตรงต่อ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของประชากรโลก

รายละเอียดเพิ่มเติม

โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง

บริษัทร่วมมือกับกรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายภาคประชาสังคม ดำเนินโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ภายใต้ โครงการเขาพระยาเดินธง “ศูนย์การเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” อ.พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี โดยมีแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2559 – 2563) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ลุ่มน้ำป่าสักพื้นที่เขาพระยาเดินธง จำนวนกว่า 5,900 ไร่ พร้อมติดตามและวัดผลความหลากหลายทางชีวภาพของ พืชและสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงคำนวณปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้กักเก็บและการให้บริการระบบนิเวศของต้นไม้ด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม

หมายเหตุ : ข้อมูลผลการดำเนินงานจากกิจการในประเทศไทย